‘ชุมชนลักเพศ’ แผนอำพรางชาติพันธุ์ลูฏในสังคมมุสลิม (ตอนที่ 1)

ชุมชนลักเพศ’ แผนอำพรางชาติพันธุ์ลูฏในสังคมมุสลิม –The SECRET Plan to Spread L.G.B.T to the Muslim World– (ตอนที่ 1) โดย ดาเนียล ฮะกีกะจู (Daniel Haqiqatjou) แปลและเรียบเรียงโดย อบูรุก็อยยะฮฺ

บทความนี้เกิดจากการที่ดาเนียล สังเกตว่า กระแสแอลจีบีที (LGBT+) ที่แพร่สะพัดไปทั่วโลก รวมถึงมายังโลกมุสลิมด้วย เป็นเสมือน ‘แผนการอำพราง’ ซึ่งถูกนำมาใช้บั่นทอนศีลธรรมสังคม และกระทบต่อโครงสร้างประชากร

ข้อสังเกตเรื่องนี้ ดาเนียลพบว่า แอคติวิสท์/นักสิทธิเกย์ ชาวอเมริกันอย่าง Marshall Kirk และ Hunter Madsen ทั้งคู่มีงานเขียน และร่วมกันคิด แผน 6 ประการในชื่อ Overhauling Straight America เผยแพร่ตั้งแต่ปี 1987 ก่อนที่จะต่อยอดเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ในชื่อ ‘After the Ball’

ประเด็นในงานทั้งสอง มุ่งให้ข้อสรุปแบบถอดรากถอนโคน รื้อระบบวิธีคิดในแบบ ‘เพศตรงตามกำเนิด’ (Straight) ทิ้งไปเสีย เพื่อแทนที่ใหม่ด้วยคุณค่า ‘เพศวิถีที่มีหลากหลาย’ (LGBTQ+)

ดาเนียล เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าขัน เพราะเพียง 20 ปี สังคมอเมริกันเปลี่ยนจากชุมชนคริสต์อนุรักษ์นิยม (Christian conservative) ไปสู่สังคมที่ยกย่อง LGBT จนเกินเหตุ อย่างเปิดเผย (เป็นกระแส/normality)

ความท้าทายในเรื่องนี้คือ เมื่อโมเดลคล้ายกันถูกหยิบใช้ในชุมชนมุสลิม (สยาม) ก็จะมี “แขกปอแน” ประเภทหัวอ่อน และนักวิชาการผู้แทนตะวันตก อาศัยตีความหลักการเอื้อให้แนวคิดเสรีนิยม เห็นโอกาสนำอารมณ์นิยมฝืนหลักการมาปรับใช้ และอ้างสิทธิในชุมชนมุสลิมให้ยอมรับ “สิทธิ” ที่ต่อต้านหลักการอิสลามอยู่

ผู้แปลเห็นว่า นี้คือคำกล่าวอ้างวาทกรรมพัฒนา สมัยใหม่ อดทนอดกลั้น หรือความหลากหลาย มาเป็นธงนำว่าชุมชนมุสลิมจะไม่ทันสมัยใหม่ หากไม่ได้ยอมรับแนวคิดค้านศาสนาควบคู่ไปด้วย

อันที่จริงของสองสิ่ง คือ ความเป็นสมัยใหม่ และการยอมรับแอลจีบีที ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันแต่แรก แต่ถูกยกให้เป็นวาระผูกพัน แยกจากกันไม่ได้ เนื่องจากบรรดาชาติตะวันตกถือเอาอุดมการณ์แอลจีบีที ในแนวเสรีนิยม ฯลฯ เป็นฉากหน้าของวาทกรรมพัฒนายัดเยียดแก่โลกมุสลิมให้ต้องน้อมรับ “อุตริใหม่” หากไม่แล้วก็จะมี “บทลงโทษ”

หลังตะวันตกชนะสงคราม (ปี 1945) ประเด็นขับเคลื่อนเรื่องสิทธิฯ เริ่มถูกนำมาใช้เป็นวาระกดดันทางการเมือง และเศรษฐกิจร่วมด้วย รัฐบาลตะวันตกอนุญาตให้มีองค์กร (ภาคประชาสังคม) ขับเคลื่อนสิทธิฯ ที่ค้านกับคำสอนอิสลามในทุกมิติ

ประเด็นขับเคลื่อนสังคมทั้งหลายถูกส่งออก/ต่อ (โดยพฤตินัย) ไปยังประเทศโลกที่สาม และออกกฎบังคับให้ยึดถือ ‘สิทธิ’ เดียวกันนี้ มาใช้กับสังคมการเมืองของตน ทั้งที่หลายข้อไปด้วยกันไม่ได้กับอัตลักษณ์ชุมชน และก่อความขัดแย้งมากกว่าร่วมมือ

ในมุมศัตรูอิสลาม ชุมชนมุสลิมจึงพัฒนาได้ ไปตามอย่างคุณค่าแบบตะวันตก แต่ต้องแลกด้วยอิสลามถูกรื้อถอน ผลลัพธ์จากการท้าทายนี้ ย่อมไม่ลงเอยที่ความทันสมัย หรือพัฒนา แต่จะยิ่งสร้างความขัดแย้ง มากกว่าสันติ เพราะอัตลักษณ์ชุมชนมุสลิมวางอยู่บนฐานคิดพัฒนาสังคมด้วยวิถีอิสลาม

ต่อมา ดาเนียล ชี้ให้เห็นว่าแผนการ 6 ประการ นั้นอันตรายอย่างไรต่อหลักศรัทธา และระเบียบสังคมมุสลิม เขากางแผนอำพรางดังกล่าวออกเป็นข้อๆ ดังนี้

ประการแรก: แอลจีบีทีจะพูดถึงบ่อยๆ และแผดเสียงให้สังคมได้ยินเกี่ยวกับ LGBT+

เป้าหมาย คือ ทำให้ประเด็นสังวาสเพศเดียวกัน และ รสนิยมทางเพศอื่น ฯลฯ กลายเป็นเรื่องพูดถึง ได้ยิน ได้ฟังจนกลายเป็นสิ่งปกติในสังคม จากที่สังคม เคยมีสำนึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

จนกระทั่งการรับรู้นั้นกลายเป็น กระแส (mainstream – ที่คนที่ไม่พูดถึง หรือไม่สนใจ จะกลายเป็นคนไม่ปกติ) เปลี่ยนการรับรู้ของสังคม ให้ไม่ประหม่า หรือไม่ตกตะลึงเมื่อต้องเห็น ‘พฤติกรรม’ หรือ การแสดงออกของชาวรักร่วมเพศ (เช่น ครูชายแต่งตัวหญิง สอนเด็กๆในโรงเรียน, พาเรดเกย์) ในพื้นที่สาธารณะ

พวกเขาจะเปลี่ยนวิถี ‘รักร่วมเพศ’ ให้กลายเป็นเรื่องปกติ เช่น ทำให้ (ปัญหาโครงสร้างสังคม หรือ การกำเนิดประชากร) กลายเป็นเรื่องทางเลือก (choices) ความชอบ (favour) หรือ รสนิยมส่วนตัว เข้ามาแทน และเมื่อเป็นแค่เรื่องชอบพอ ก็นำแนวคิดปัจเจกนิยมมาสวมให้กับประเด็น คนรักเพศเดียวกันได้ เช่น ฉันชอบกินช็อกโกแลต เธอก็ชอบกินวานิลลา ดังนั้น ฉันเป็นผู้ชาย เธอเป็นกระเทย ตุ๊ด ทอม ดี้ ฯลฯ จึงไม่ผิด (บนตรรกะเดียวกันนี้ แม้ “รสนิยม/ความชอบ” ที่เกิดขึ้น จะละเมิดสังคมอยู่ ไม่ใช่เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลอีกต่อไป)

วิธีการนี้เปลี่ยนความไม่ปกติ ให้เป็นเรื่องมักคุ้น นำเสนอ เกย์ หรือ ทรานส์ ฯลฯ ผ่านคุณค่าทางวัฒนธรรม (สื่อทีวี, ภาพยนต์ เพลง หนังสือ ฯลฯ) วิธีการใช้สื่อ จึงเป็นสิ่งคล่องตัวที่สุดในการทำเรื่องผิดวิสัย ให้เป็นเรื่องปกติได้ภายในประชากรรุ่นเดียว

ประการที่สอง: Portray Gay as Victims

ชาวเกย์จะ “สร้างภาพที่ว่า พวกเขาคือกลุ่มเปราะบาง มักตกเป็นเหยื่อ” เลี่ยงการฉาย ‘ภาพ’ ว่า ชาวเกย์ เป็นพวกก้าวร้าวในข้อเสนอ วิธีการนี้ พวกเขาจะใช้การรณรงค์ ภายใต้แคมเปญ (campaign) “Non – Bullying” คือ ห้ามการบูลลี่ หรือ ห้ามเหยียด ห้ามกลั่นแกล้งให้กระทบร่างกาย, จิตใจ โดยพวกเขาจะรณรงค์ว่า ชาวเกย์ (รักเพศเดียวกัน และรสนิยมทางเพศอื่นๆ) คือ กลุ่มคนที่ต้องการการปกป้อง คุ้มครอง เป็นกลุ่มบองบางของสังคม

ผู้แปลเห็นว่า ชาวแอลจีบีทีจะอ้างสิทธิแบบเดียวกับผู้ที่พึงได้รับการปกป้อง คุ้มครอง เดิมอยู่แล้ว อาทิ เด็ก สตรี คนชรา ขยายออกให้ชาวเกย์อยู่ในวงเดียวกันนั้นร่วมด้วย

หากเป้าหมายนี้สำเร็จ ก็จะสร้างการตอบสนอง (จิตใต้สำนึก) ทันทีที่เห็นกลุ่มเกย์ เท่ากับว่า สังคมต้องปกป้องการละเมิดของพวกเขา และละเว้นจากการวิจารณ์ได้ว่า ความไม่ปกติจากพฤติกรรมชาวเกย์นั้นมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ ดังที่ กรณีสภากาชาดไทย ประกาศไม่รับเลือดบริจาคจากกลุ่มเกย์

จุดนี้เอง ที่อาจเข้าถึงคนหมู่มาก ทว่าในมุมมุสลิม กลุ่มชนรักร่วมเพศ เป็นเรื่องเดียวกันกับกลุ่มชนของนบีลูฏ ซึ่งพวกเขาไม่ใช่ “กลุ่มเปราะบาง” หรือไม่ได้ “ตกเป็นเหยื่อ” เสมอไป

วิถีของชนกลุ่มนี้ คือ ผู้ละเมิด (ธรรมชาติ, บรรทัดฐานสังคม) จนตนเอง และสังคมมีความเสี่ยงเสียต่างหาก

แต่เมื่อมีหน้ากาก/คำป้อง “บูลลี่” คอยคุ้มครอง แล้วล่ะก็ ชาวเกย์จะเปลี่ยนสภาพ ทำตัวเป็นผู้ไร้เดียงสา แสร้งเป็นเหมือนเหยื่อ (บนการละเมิด สิทธิของสังคมต่อไป)

ประการที่สาม: Give Protectors a Just Cause คือ “หาเหตุผลแก่สังคมให้เพียงพอ เพื่อที่ตนจะได้รับการคุ้มครอง”

กลุ่มคน LGBT+ มักจะใช้บทบาทหา ‘ผู้มาป้องให้’ พวกเขาจะควานหาถ้อยคำ หรือวาทกรรมที่มากพอมาเพื่อใช้สนับสนุนเบื้องหลังกิจกรรม การแสดงออกของพวกเขา ตัวอย่างเช่น วาทกรรม Diversity “ความหลากเลื่อน/หลากหลาย” มาใช้ใส่ในประเด็นเพศวิถี

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ บางที ‘มุสลิมปอแน’ ก็ไปยกให้เป็นคุณค่า ยอมรับความลื่นไหลทางเพศ (อันที่จริงอิสลามไม่นับการลักเพศ เป็นความหลากหลาย แต่มองเป็นบททดสอบ ตัวผู้ถูกทดสอบไม่พึงเปิดเผยพฤติกรรมน่าละอายในที่สาธารณะ และใช้ให้ผู้มีศรัทธาอยู่ร่วมกันโดยดี – ผู้แปล)

แต่ด้วยคำประดิษฐ์ ในนามความหลากหลายนี้เอง พวกเขาเปลี่ยนการมีสองเพศตามธรรมชาติให้กลายเป็นเรื่องแปลก มองเรื่องแบ่งแยกคนแค่สองเพศตามเพศสภาพปกติ เป็นการบูลลี่ ใช้เครื่องเพศตามกำเนิดเป็นตัวตำหนิ ชาวเกย์ที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะพวกเขาเป็นฝ่ายฝืนธรรมชาติเองเสียแทน !?!

ในมุมนี้ผู้แปล ยกถ้อยคำชัยคฺอับดุลอะซีซ อัฏฏอรีฟี ที่เคยวิจารณ์ว่า เดิมทีการแบ่งแยกเพศ เป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นโดยกำเนิด เหมือนที่ผู้รู้ กับคนโง่ย่อมต่างกัน และผู้ชายไม่เหมือนกับผู้หญิง ฉะนั้นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เป็นกลลวง
อิสลามไม่ยอมรับว่า เพศชาย คือเพศหญิง แต่ส่งเสริมว่าทั้งผู้ชาย และผู้หญิงต้องได้รับสิทธิเสมอภาคด้วยศาสนา ในฐานะมนุษย์

ดาเนียล ให้เหตุผลว่า “ผู้ชายที่ร่วมเพศกัน…แล้วสอดใส่ฯไปถึงลำไส้ใหญ่ ผ่านทางรูทวารหนัก” สิ่งนี้ (ไม่ใช่ธรรมชาติ) และรสนิยมทางเพศ (fetish) แบบนี้ไม่สมเหตุสมผล ที่ใครจะเข้าไปปกป้อง หรือออกตัวสนับสนุน (ความเสี่ยงจากโรคที่ตามมา อันเกิดจากพฤติกรรมทางเพศวิปลาส อาทิ อาการอั้นอุจจาระไม่อยู่ หรือ อาการหูรูดหลวม ที่เกิดจากการใช้อวัยวะผิดหน้าที่)
เมื่อขัดแย้งกับความเป็นจริงของธรรมชาติ พวกชาวเกย์ รักร่วมเพศ จึงหาเหตุผลเชิงบวกอื่นๆ ให้ผู้คนเลือกเข้าข้างตนร่วมด้วย ทั้งที่คุณค่าเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องตกเป็นเฉพาะของชาวรักร่วมเพศกลุ่มเดียว เช่น ชาวเกย์ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยให้เป็นอิสระ (ทางเพศ)

พวกเขาจะร่วมขบวนท้าทายสังคมเพื่อให้ได้สิทธิ เป็นเนื้อเดียวกับประเด็นทางเพศอื่นๆ (เช่น เรื่องสิทธิผ้าอนามัย หรือ สิทธิผู้ชายลาคลอด) นี้จึงเป็นสารในเชิงบวกเมื่อนักเคลื่อนไหวทางสังคม รวมถึงมุสลิม อาจรู้สึกถูกโน้มน้าว และเข้าไปสนับสนุน ความจริงแล้ว การต่อรอง หรือทวงสิทธิในสังคมไม่ได้เป็นเอกสิทธิโดยเฉพาะกลุ่มเกย์แต่เพียงผู้เดียว

.

โปรดติดตามตอนต่อไป